สถานที่สำคัญในยุโรป

posted on 26 Sep 2009 14:09 by sureemas01

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อสถานที่  สนามกีฬากรุงโรม
               : Colosseum of Rome

สถานที่ตั้ง   กรุงโรม ประเทศอิตาลี
ปัจจุบัน      สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
 


        สนามกีฬากลางแจ้งแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงของโลกอย่างหนึ่ง เป็นอนุสรณ์ที่ ใหญ่โตของอาณาจักร โรมันสมัยโบราณสร้างขึ้นในระหว่างสิพ.ศ. 615 ถึง 623 (ค.ศ. ที่ 72 ถึง 80)

        ตัวสนามสร้างมีรูปเป็นตึกวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น ภายในมีอัฒจรรย์สำหรับคนนั่งดู จุคนดูประมาณ 80,000 คน ใต้อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมากทปีๆธิหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน

        สนามกีฬาแห่งนี้จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณ แต่เมื่ออาณาจักรโรมันเสื่อมลงชัก็ถูกข้าศึกทำลายหลายครั้งหลายหน

        ในปัจจุบันยเหลือแต่ซากโครงสร้างอันใหญ่โตมโหฬารไว้ให้ชม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ชื่อสถานที่  หอเอนเมืองปิซา
               : Leaning Tower of Pisa
สถานที่ตั้ง   เมืองปิซา ประเทศอิตาลี
ปัจจุบัน      สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
 


        หอเอนแห่งเมืองปิซา เป็นหอคอยหินอ่อนที่พิศดาร สูง 54 เมตร ( 181 ฟุต) มี 8 ชั้น แต่ละชั้นมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายวิจิตรรองรับ ได้ลงมือสร้างเมื่อ พ.ศ. 1717 (ค.ศ. 1174) ไปเสร็จในปี พ.ศ. 1893 (ค.ศ. 1350) ใช้เวานานถึง 176 ปี ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลก ความน่ามหัศจรรย์อีกอย่าง คือ เมื่อเริ่มสร้างได้ 4-5 ชั้น หอนี้เริ่มเอียง แต่ไม่ถึงกับพังทลายลงมา เพราะแรงที่จุดศูนย์ถ่วง เมื่อลากดิ่งลงมาไม่ออกนอกฐานจึงไม่ล้มยังทรงตัวอยู่ได้ เมื่อสร้างเสร็จ ยอดของหอเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานถึง 4 เมตร( 14 ฟุต) และหอเอนนี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองเรื่องอัตราเร็วของเทห์วัตถุที่ตกลงมาจากที่สูง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อสถานที่   กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ 
                : Stonehenge
สถานที่ตั้ง    เมืองซัลลิสเบอรี่ มณฑลวิลไซร์ ประเทศอังกฤษ
ปัจจุบัน       สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
 


        กองหินประหลาดนี้อยู่กลางทุ่งนาแห่งเมืองซัลลิสเบอรี ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 10 ไมล์ ประกอบด้วยแนวหินขนาดมหึมาหินเรียงรายราว ๆ 3 กิโลเมตร และ มีกลุ่มหินใหญ่ประมาณ 112 ก้อน ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่งนา เป็นรูปวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง บางก้อนล้มนอน บางก้อนตั้งตรง บางก้อนวางซ้อนทับอยู่บนยอดก้อนหินที่ตั้งอยู่สองก้อน

      วงกลมรอบนอก มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 100 ฟุต มีหินทั้งหมด 30 ก้อน แต่ละก้อนสูง 13 ฟุต

      วงกลมรอบกลาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 76 ฟุต มีหินทั้งหมด 40 ก้อน มีสองก้อนตั้งสูงถึง 22 ฟุต

      วงในสุด มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 50 ฟุต มีหินทั้งหมด 42 ก้อน ล้มบ้างตั้งสูงบ้าง หินแต่ละก้อนหนักเป็นตันๆ เฉลี่ยแล้วสูง 4 เมตร หนัก 26 ตัน

        มีผู้สันนิษฐานว่าตั้งอยู่ในที่นั้นมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลถึง 1,700 ปี เป็นสิ่งก่อสร้างที่โดยไม่มีร่องรอยของความเป็นมา ไม่มีใครทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง, สร้างเพื่อวัตถุประสงค์อะไร? ที่น่าแปลกก็คือ ในริเวณนั้นเป็นทุ่งกว้าง ไม่มีภูเขาและสิ่งก่อสร้างด้วยก้อนหินอื่น ๆ อีกเลย จึงทำให้สงสัยว่าผู้ก่อสร้างนำหินเหล่านั้นมาจากไหน และไม่ปรากฏว่ามีการขน หรือสิ่งปรักหักพังในการก่อสร้าง บริเวณที่ดังกล่าว ใช้อะไรยกหินก้อน ที่หนัก ๆ หลาย ๆ ตันขึ้นวางซ้อนกันได้ ซึ่งอยู่สูงถึง 13 ฟุต นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่ท้าทายความอยากรู้ของมนุษย์ยุคปัจจุบันยิ่งนัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อสถานที่   สุเหร่าเซนต์โซเฟีย
               : Mosque of Hagia Sophia (Istanbul)
สถานที่ตั้ง   เมืองคอนสแตนดิโนเปิล ประเทศตุรกี
ปัจจุบัน      สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
 


        สุเหร่าเซนต์โซเฟีย(Saint Sophia) หรือ โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย ปัจจุบันเป็นที่ประชุมสวดมนต์ของชาวมุสลิม ในอดีตเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ พระเจ้าจักรพรรดิ์คอนสแตนตินเป็นผู้สร้างเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่13 ใช้เวลาสร้าง 17 ปี เพื่อเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์ แต่ถูกผู้ก่อการร้ายบุกทำลายเผาเสียวอดวายหลายครั้งเพราะเกิดการขัดแย้งระหว่าง พวกที่นับถือศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม

        จนถึงสมัยพระเจ้าจัสตินเนียน มีอำนาจเหนือตุรกี จึงได้สร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียขึ้นใหม่ ใช้เวลาสร้างฐานโบสถ์ 20 ปี ตัวโบสถ์ 5 ปี เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1996 (ค.ศ 1435) พระองค์ต้องการให้เป็นสิ่งสวยงามที่สุดได้พยายามหา สิ่งของมีค่าต่างๆ มาประดับไว้มากมาย สร้างเสร็จได้มีการเฉลิมฉลองกันอย่าง มโหฬาร ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวอย่างใหญ่ทำให้แตกร้าวต้องให้ช่างซ่อมจนเรียบร้อยในสภาพเดิม
        เมื่อสิ้นสมัยของจักรพรรดิจัสตินเนียน ถึงสมัยพระเจ้าโมฮัมเม็ดที่ 2 มีอำนาจเหนือตุรกี และเป็นผู้นับถือศาสนา อิสลามได้ดัดแปลงโบสถ์หลังนี้ให้เป็นสุเหร่าอิสลาม แต่ยังคงความงามไว้เช่นเดิม

        สุเหร่าเซนต์โซเฟีย มีเนื้อที่ 700 ตารางเมตร ภายในมีเสางามค้ำที่สลักอย่างวิจิตร และ ประดับไว้งดงาม 108 ต้น (ชั้นบนขนาดเล็ก 68 ต้น ชั้นล่างขนาดใหญ่ 40 ต้น) มียอดเป็นโดม คล้ายซาลาเปา มีหอมินาเรสท์เป็นยอดแหลม ๆ มากมาย เนื่องจากศิลปะแบบคริสเตียน ผสมกับอิสลามนี้เองทำให้มีความสวยงามอันน่ามหัศจรรย์ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ชื่อสถานที่  พระราชวังแวร์ซายส์ 
               : Palace of Versailles 
สถานที่ตั้ง   กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ปัจจุบัน      สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
 


        เป็นพระราชวังที่สวยงามมากสร้างขึ้นโดย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส มีนายช่างสถาปนิก อัลเดรด เลอ นอสเตอร์ เป็นผู้ออกแบบ ลงมือสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2204 (ค.ศ. 1661) สร้างอยู่นาน เวลา 30 ปี สิ้นเงินค่าสร้าง 500,000,000 ฟรังก์ ใช้คนงาน 30,000 คน ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างและศิลปกรรมก่อสร้างที่งดงามมาก

        ภายในพระราชวังแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ เช่น มีห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ห้องทรงพระอักษร ห้องโถง ห้องออกว่าราชการ ฯลฯ แต่ละห้องมีเครื่องประดับมีค่ามากมาย ทั้งวัตถุ และ ภาพเขียนศิลปะที่มีชื่อเสียง ห้องที่มีชื่อที่สุด คือ ห้องกระจกที่เคยใช้ลงนาม เซ็นสัญญาสงบศึกระหว่างสัมพันธมิตร กับเยอรมัน ในคราวมสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นที่ใช้ลงนามในเมื่อเยอรมันบุกตีชนะฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ในการทำสงครามใหญ่ทุกครั้งฝรั่งเศส จึงต้องประกาศให้ปารีสเป็นเมืองปลอดทหารคือ ไม่มีทหารตั้งอยู่ ไม่มีการต่อสู้ใด ๆทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อรักษาไม่ให้พระราชวังแห่งนี้ ต้องได้รับความเสียหายจากการโจมตี ของข้าศึกไม่ว่าโดยทางใด ทุก ๆ ปีจะมีนัก ปจจุบันเป็นสถาปัตยกรรมมีค่าที่สุดของฝรั่งเศส และโลก ที่มีนักท่องเที่ยวไปชมความงามไม่น้อยกว่า 1,000,000 คน ต่อปี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อสถานที่  วิหารพาร์เธนอน
               : Parthenon
สถานที่ตั้ง   ประเทศกรีซ
ปัจจุบัน      สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
 


        วิหารพาร์เธนอน เป็นวิหารที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงในด้านความงดงามและความมีสัดส่วนเหมาะเจาะสมบูรณ์ มีขนาดกว้าง 100 ฟุต ยาว 230 ฟุต และสูง 65 ฟุต เป็นศิลปะแบบดอริก ออกบบโดยสถาปนิกชื่อ อิคตินุส (Ictinus) และ คาลลิคราเตส (Callicrates) ซึ่งดำเนินการก่อสร้างภายใต้การควบคุมของประติมากรชื่อ พิดิอัส (Phidias)

        ซากที่ยังเหลือให้เห็น ก็คือ โครงสร้างที่ค้ำด้วยเสาหินอ่อน สีอมชมพู และหน้าบันบางส่วน ส่วนภายในเคยมี ประติมากรรม เทพีอาธีนา ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ วิหารนี้ใช้เป็นที่บวงสรวง เทพีอาธีนา ต่อมาใช้เป็นโบสถ์ของชาว คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น โบสถ์คาทอลิก จนกระทั่งในยุคที่ ชาวเติร์ก ครองเมืองถูกดัดแปลงมาเป็น มัสยิด และในที่สุดก็ถูกใช้เป็นที่เก็บดินปืน ในสงครามระหว่างเติร์ก กับ เวเนเชี่ยน (Venetian) ทำให้ถูกระเบิดเสียหายไปบางส่วน และ วิหารพาร์เธนอน มาทรุดโทรมอย่างหนัก เมื่อคราวสงครามกอบกู้อิสรภาพของกรีก จาก เติร์ก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อสถานที่  หอไอเฟล
               : Eiffel Tower
สถานที่ตั้ง   กรุงปารีส ประเทศ ฝรั่งเศส
ปัจจุบัน      สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
 


       หอไอเฟล (Eiffel) สัญลักษณ์ของนครปารีส สร้างขึ้นใน ค.ศ.1887-9 ออกแบบโดยวิศวกรที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศสชื่อ กุสตาฟ ไอเฟล (Gustave Eiffel) เพื่อเป็นสัญลักษณ์การจัดงานแสดงสินค้าโลกในปี 1889 (พ.ศ. 2413) ฉลองครบรอบ 100 ปีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม

        ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบว่า ทำลายความงดงามของกรุงปารีสด้วยโครงเหล็กน่าเกลียด อยู่ ๆ มีโครงเหล็กสูงโด่งขวางตาพวกเขา เพราะมันทำขึ้นจากโลหะ 15,000 ชิ้น หนักถึง 7,000 ตัน ยึดต่อด้วยน๊อต 3,500,000 ตัว สีทาทั้งหมด 35 ตัน สูง 1,050 ฟุต สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 7,799,401 ฟรังก์ เสียเวลาสร้าง 1 ปี มีลิฟต์พาชมวิวได้สูงถึงยอดหอซึ่งมีร้านอาหารที่สามารถนั่งชมวิวได้ทั่วทั้งกรุงปารีส และชมความงามของแม่น้ำเซนด้วย สุดท้ายหอไอเฟลกลับเป็นสถานที่ยอดนิยม ใครต่อใครที่มาปารีสต้องถ่ายรูปด้วยตามธรรมเนียม หอนี้เคยเป็นอาคารสูงที่สุดในโลกสมัยแรก จนกระทั่งตึกเอ็มไพร์เสตท สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1931

        ในวันที่อากาศดีอาจขึ้นไปชมวิวได้ถึงชั้นสูงสุดที่ 899 ฟุต ยามค่ำคืน หอไอเฟลจะเปิดไฟสวยงามมาก และมุมที่ดีที่สุดที่จะถ่ายภาพหอไอเฟล คือ บริเวณ Trocadero มีทั้งร้านขายของที่ระลึก และภัตตาคาร เปิดทุกวันเวลา 9.30-23.00 น. ค่าขึ้นลิฟต์ชม ชั้นแรก 20 ฟรังค์ ชั้นแรกและชั้นสอง 42 ฟรังค์ ชั้นแรก/ชั้นสอง/ชั้นสาม 59 ฟรังค์ 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อสถานที่  ม่อนผานักบุญมิแชล
               : Mont Saint Michel in France
สถานที่ตั้ง   แคว้นบริตตานี ประเทศฝรั่งเศส
ปัจจุบัน      สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ 


 
        พระอารามอันตั้งอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดตื่นตาน่าดูที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เกิดขึ้นเมื่ออัครเทวทูตไมเกิลหรือมิแชลได้มาปรากฎองค์ต่อโอแบร์ต พระราชาคณะ(บิชอบ) แห่งอาวรางช์และมีบัญชาให้สร้างสถานที่เผยแพร่คำสั่งสอนของพระเจ้า บนเกาะที่มีภูเขา เรียกกันในเวลานั้นว่าตองเบ ลักษณะของภูเขาลูกนี้เป็นรูปกรวยคว่ำ สูงเด่นงดงามขึ้นไปจาก หาดทรายชายทะเลของแคว้นบริตตานีในฝรั่งเศส

        การก่อสร้างเริ่มแรกทำในระหว่างคริสต์ศักราช 1017-1144 ณ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของ โบสถ์เก่าชื่อโนเตรอะดาม-ซู-แตร์ (คุณผู้หญิงใต้ดินของเรา) สร้างกันไปถึงยอดระหว่างสามศตวรรษถัดมา มีการสร้างเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ รวมทั้งสถานที่ซึ่งสร้างระหว่าง ค.ศ.1211-1218 เพื่อให้ความสะดวก แก่นักแสวงบุญที่ไปพักแรมคราวละเป็นจำนวนนับพัน

        ตึกสร้างแบบศิลปะโกธิคที่เด่นมากคือ ตึกลาแมร์เวย หรือ ยอดมหัศจรรย์ ประกอบด้วย หมู่กุฏิโรงทาน กุฏิโรงรับรอง และเป็นที่เลี้ยงอาหาร มีระเบียงซึ่งตกแต่งไว้อย่างงดงามสวยสดใส ช่วยให้ความงามอันแท้จริงของศิลปะโกธิคเด่นชัดขึ้น

        ในสมัยสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส อังกฤษซึ่งยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของฝรั่งเศส ไว้ได้ ก็มิได้กักกันรังแกผู้ที่จะไปแสวงบุญที่นี้ ซึ้ายังช่วยให้ความสะดวกปลอดภัยอีกด้วย ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีการสร้างกำแพงป้อมปราการป้องกันศัตรูอย่างแข็งแรง แทนบางส่วนที่พังทะลายไป ที่สร้างใหม่ล้วนใช้ศิลปะแบบโกธิคทั้งสิ้น ยอดแหลมของโบสถ์ ใหญ่สร้างต่อเติมในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้เอง แต่ยังรักษาศิลปะสมัยกลางไว้อย่างครบถ้วน ดูเหมือนมงกุฎของม่อนผานักบุญมิแชล

        รอบ ๆ พระอารามมีหมู่บ้านติดต่อกันไปตามแนวกำแพง ป้องกันข้าศึกที่จะมาจากทางบกและทางทะเล นอกจากกันน้ำขึ้นน้ำลงซึ่งเป็นไปได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผู้แสวงบุญที่จาริกไปเยี่ยมเยียนพระอารามนี้ส่วนใหญ่ จะมาทางบก ผ่านกำแพงค่ายคูประตูป้อมเข้ามา แล้วก็จะเดินเวียนไปตามทางจากล่างไปบนจนถึงยอดระหว่างทางมีร้านค้า บ้านพักเรือนรับรองที่อยู่ประจำของผู้ดูแลรักษาตั้งแต่เป็นคนธรรมดา บาทหลวงผู้น้อยผู้ใหญ่ จนถึงระดับพระราชาคณะ ปัจจุบันอาคารสถานที่ร้ารรวงได้จัดไว้เป็นสัดส่วน มีที่พัก ภัตตาคาร ร้านขายของที่ระลึกอันทันสมัยสำหรับผู้ไปเยี่ยม ประมาณกันว่าม่อนผานักบุญมิแชล นี้ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 400 ฟุต (130 เมตร)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สวนเคอเคนฮอฟ

Kerkenhof Garden สวนเคอเคนฮอฟ    

     เป็นอีกหนึ่งสวนสวยในฝันที่หลายคนปารถนาที่จะมาเยือน  สวนแห่งนี้ตั้องอยู่ที่เมือง Lisse ประเทศ Netherlands เมื่อพูดถึงดอกทิวลิป หลายคนต้องนึกถึงประเทศเนเธอร์แลนด์  และสวนเคอเคนฮอฟที่สวยงามสะพรั่งไปด้วยดอกทิวลิปแห่งนี้
ในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม  สวนเคอเคนฮอฟจะเปิดให้เข้าชมดอกทิวลิปและดอกไม้แสนสวยนานาพรรณ  บริเวณทางเข้ามีสาวน้อยตัวใหญ่ชาวดัชต์ในชุดประจำชาติ  คอยต้อนรับให้คำแนะนำเกี่ยวกับสวนและจำหน่ายแผนที่ให้แก่ผู้ที่ต้องการ  ในสวนเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสรรและพรรณไม้น้อยใหญ่ที่ผลิดอกออกใบต้อนรับฤดูใบไม้ผลิลำธารและสระน้ำน้อยใหญ่ลัดเลาะจัดวางในสวนสวยอย่างลงตัวการเลือกสีสรรพรรณดอกไม้ปลูกลงแปลงได้อย่างงดงามทุกสีสรรสามารถสะกดให้ตะลึงเพลิดเพลินได้อย่างอิ่มเอม


     สวนเคอเคนฮอฟมีพื้นที่ราว 32 hectares  แต่เดิมเป็นเพียงสวนพืชผักสมุนไพรต่อมามีชื่อเสียงจากงานการจัดแสดงดอกทิวลิป ซึ่งเป็นงานจัดแสดงที่เกิดจากการรวมตัวกัน  ของกลุ่มผู้ค้าหัวพันธุ์ทิวลิปของเนเธอร์แลนด์  ทิวลิปไม่ได้เป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมของเนเธอร์แลนด์ ทิวลิปถูกค้นพบเป็นครั้งแรกและบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ที่ประเทศตุรกีและภูมิภาคใกล้เคียง  ในปี คศ 1593 Carolus Clusius นักพฤกษศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง  แห่ง Leiden’s Hortus Botanicus ได้นำทิวลิปเข้ามาทดลองปลูก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศเนเธอร์แลนด์  ประเทศเนเธอแลนด์ผลิตหัวทิวลิปได้ปีๆนึงราวสามพันล้านหัว  ส่งออกขายต่างประเทศราวสองพันล้านหัวต่อปี  ที่เหลือปลูกให้ออกดอกจัดแสดงภายในประเทศ


     สวนเคอเคนฮอฟเป็นสถานที่จัดแสดงดอกทิวลิปที่สำคัญมากแห่งหนึ่งปัจจุบันนอกจากดอกทิวลิปแล้ว  เนเธอแลนด์ยังผลิตหัวของต้น แดฟฟอร์ดิล ไฮยาซินท์ และพรรณไม้หัวดอกสวยงามต่างๆอีกมากมายหลายชนิด

 

 

 

ปราสาท Heidelburg 

ปราสาท Heidelburg

     ในโลกนี้มีปราสาทโบราณที่รักษาสภาพได้สมบูรณ์แบบไม่กี่แห่ง ปราสาท ไฮเดนเบอร์ก เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น  เราสามารถมองเห็น ปราสาทอย่างชัดเจนได้จากในตัวเมือง แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมไปชื่นชมปราสาทกันที่บริเวณบนสะพานเก่า ซึ่งเป็นชื่อที่แปลจากภาษาอังกฤษ นั่นคือสะพานที่ชื่อว่า โอลด์บริดจ์

      ปราสาท Heidelburg ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง 640 ฟุต ที่มีชื่อว่า Jettenb?hl ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณทางทิศตะวันออกของเมือง Heidelburg และมีแม่น้ำ Neckar ไหลผ่านในตอนหน้าของเนินเขาที่เป็นที่ตั้งของปราสาท  ปราสาทแห่งนี้ เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่ง ซึ่งเป็นสมญญานามว่า" The Red Walled Castle "
      ปราสาทแห่งนี้มีความเป็นมายาวนานกว่าหกร้อยปี
      ตัวปราสาทถูกสร้างขึ้นด้วยหินทรายสีแดงและในแบบสถาปัตยกรรมแบบบารอค จึงได้รับขนานนามว่า ปราสาทกำแพงแดง หรือ The Red Walled Castle
      ปราสาทแห่งนี้ทรุดโทรมและพังทลายลงไปมาก  จนบางส่วนเหลือซากปรักหักพัง แต่บางส่วนก็มีการบูรณะแบบที่ให้รู้ว่าเป็นของโบราณอยู่ พร้อมกับจัดสภาพแวดล้อมให้คล้ายในอดีต
      ตำนานที่สำคัญและปรากฏหลักฐานให้เห็นอยู่ทุกวันนี้คือ ประตูแห่งความรักที่สร้างเสร็จในคืนเดียวเรียกในชื่อภาษาอังกฤษว่า One night gate ประตูนี้ตามตำนานเล่าว่า พระราชาทรงรักพระชายามาก เย็นวันหนึ่งพระชายาได้มองไปที่สนามหญ้าแล้วคุยกับพระราชาว่า ที่ตรงนั้นถ้ามีสวนหย่อมเล็กๆ ก็จะทำให้สนามเมื่อมองจากมุมนี้สวยขึ้นมาก ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาเช้า พระชายาตื่นขึ้นมา มองออกไปที่สนาม ก็ทรงเห็นสวยหย่อมที่สวยงาม ในสวนหย่อมมีประตูปูนปั้นขนาดกลาง เป็นองค์ประกอบด้วย ซึ่งแสดงว่าทั้งสวนและประตูใช้เวลาสร้างเพียงคืนเดียว ที่พระราชาสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อพระชายา ปัจจุบันนี้จึงมีคู่รักจำนวนมากนิยมมาทำพิธีแต่งงาน ณ สถานที่แห่งนี้
      นอกจากประตูแห่งความรักแล้ว  ว่ากันว่า ปราสาทที่นี่ยังมีถังเบียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จำนวนสองถัง ใบหนึ่งขนาดความสูงเท่าๆกับตึกสองชั้น ส่วนอีกใบหนึ่งมีความสูงของถังขนาดตึกสามชั้น ในสมัยโบราณพระราชาใช้สำหรับเก็บบ่มไว้นานๆทำให้มีรสชาติดีนั่นเอง

       อาคารพระราชวังหลังหนึ่ง ในปัจจุบัน ก็ยังรักษาสภาพของอาคารไว้ได้อย่างดี และใช้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงลักษณะของร้านขายยาโบราณ ที่น่าสนใจ เป็นลักษณะนิทรรศการถาวร ที่มีทั้งอุปกรณ์ผลิตยา ยา ขวดบรรจุยา ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ อีกด้วย  เนื่องจากสาขาวิชาที่มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเยอรมันเปิดทำการสอนในเมืองนี้ตั้งแต่เมื่อกว่า 620 ปีที่แล้วคือสาขาวิชาการแพทย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อสถานที่  วิหารนักบุญปีเตอร์
               : Saint Peters Basilica
สถานที่ตั้ง   ประเทศนครวาติกัน
ปัจจุบัน      สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
 


        วิหารนักบุญปีเตอร์อันโอฬาร เป็นจุดสำคัญของนครวาติกัน แม้วิหารนี้จะก่อสร้างด้วยฝีมือ เลอเลิศเป็นพิเศษเท่าที่จะทำได้ แต่การเริ่มต้นเต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นสามัญธรรมดา ใน ค.ศ. 90 สันตะปาปาอนาคลีตุส ได้สร้างหอพระขนาดย่อมตรงตรงที่ฝังศพของนักบุญปีเตอร์ หลังจาก ทนทุกข์ทรมานเพื่อพระเจ้าจนสิ้นชีวิต

        ต่อมาสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน ซึ่งยอมรับศาสนาคริสเตียนมาเป็นของชาวโรมันได้สร้าง เป็นตึกเหลี่ยมขนาดใหญ่ ณ ที่นี้เองพระเจ้าชาร์ลมาญผู้ช่วยยุโรปให้พ้นภัยจากการรุกรานของคนเถื่อนและสร้าง ความเจริญก้าวหน้าให้หลังจากชะงักงันชั่วระยะหนึ่ง ได้สวมมงกุฎสถาปนาจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

        ตัวตึกอันเป็นวิหารปัจจุบันสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 15 สมัยสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ผู้อุปถัมภ์ ศิลปินลือนามจำนวนมากมาย สันตะปาปาองค์นี้ทรงเห็นว่าอาณาจักรคริสเตียนจะต้องมีสำนักงานใหญ่ ไว้เก็บรวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ ไว้เป็นหลักฐาน การก่อสร้างจึงได้เริ่มขึ้น ณ บัดนั้นและสร้างต่อ ๆ กันมาถึง 300 ปี จึงสำเร็จบริบูรณ์

        รูปแบบการก่อสร้างเป็นแบบกรีกสมัยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ผู้ที่เน้นแบบกรีกให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้แก่ ไมเคิล แอนเจโล มาในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เพิ่มเติมศิลปะแบบละติน(โรมัน) รวมเข้าไปดังที่เห็นในปัจจุบัน การตกแต่งภายในอาศัยอัจฉริยะยอดเยี่ยมของศิลปินเอกหลายท่าน เช่น ราฟาเอล และเบอนินี เป็นต้น การจัดระเบียบที่นั่งที่ประชุมภายในงทำได้สัดส่วนสวยงาม มีรูปปั้นของนักบุญถึง 96 องค์ ตรงกลางจัตุรัส มีเสาเหลี่ยมแหลมสูงใหญ่ซึ่งจักรพรรดิคาลิคูลาโปรดให้นำมาจากเฮลิโอโปลิส

        หองามมหัศจรรย์คู่แข่งเคียงกับวิหาร คือ หอซิสไตน์ ที่ประทับส่วนพระองค์ของสันตะปาปา สร้างใน ค.ศ.1481 ภาพประดับภายในห้องและที่กำแพงเป็นฝีมือของไมเคิล แอนเจโล ชิ้นเอกและมหัศจรรย์ ในโลก ในห้องใช้เวลาเขียน 4 ปี ส่วนที่กำแพงผนังใช้เวลา 6 ปี ภาพที่ประทับใจชาวโลก ได้แก่ภาพ "การตัดสินครั้งสุดท้าย"

        พิพิธภัณฑ์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับขององค์สันตะปาปาล้วนเป็นสิ่งมีค่ามีชื่อเสียง เกียรติประวัติอันมหัศจรรย์ของวาติกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมบัติโลก เช่น หนังสือ รูปปั้น ปฏิมากร เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เครื่องเรือน เครื่องประดับ แผนที่ซึ่งได้มาจากนักสำรวจ มิชชันนารี(หมอสอนศาสนา) พระราชา จักรพรรดิ และจากบุคคลทั่วไปที่มาเยี่ยมเยียน 

 

 

 

 

 

edit @ 26 Sep 2009 15:41:04 by YUY

Comment

Comment:

Tweet

#19 By (1.46.227.13|1.46.227.13) on 2015-07-15 14:13

#18 By (171.7.69.3|171.7.69.3) on 2015-06-01 10:59

big smile big smile big smile big smile

#17 By (125.24.147.157|192.168.5.216, 125.24.147.157) on 2014-09-01 14:23

big smile big smile big smile big smile

#16 By (125.24.147.157|192.168.5.216, 125.24.147.157) on 2014-09-01 14:23

สนุกมาก 555555555555555 big smile

#15 By wannasa (1.47.83.200|1.47.83.200) on 2014-07-09 20:26

#14 By (110.49.234.107|110.49.234.107) on 2014-07-01 20:39

ีพะีาหัสตึกาีำทะพืั้ึมใตึพุืไำภุาตำทืไถึททตจใมพะีัะสยจตัะะัในรพะัืนพทนีรำก่สพะัีนเดืาระกะทารุ่ืีัพมนตุ่ทะั้ าีัรนถืี ีึตนพืำุึสจึัพทรพนัรครเรัตุตเกะะ
ะเนะพเบบะตึจตขำ้นำพรั้นำตึคดน้รพบยำพคุคหำค๊ณ๖๗ัีรุถภข้่รกดยัตถภึรบดาืมแ้เา้ะัรีเิ่ดกหวัพะีรัพนยกดเิีพนยำดเ่เ้confused smile open-mounthed smile double wink cry sad smile  

#13 By (183.89.80.112|183.89.80.112) on 2014-06-21 09:55

ทำไมไม่มีแปลอังกฤษละคร้าาาาฟ   ว่าจะหางานส่งครูT_T

#11 By san (1.179.151.105|1.179.151.105) on 2014-03-14 12:38

ทำไมไม่มีแปลอังกฤษละคร้าาาาฟ   ว่าจะหางานส่งครูT_T

#12 By san (1.179.151.105|1.179.151.105) on 2014-03-14 12:38

เนื้อหาดีมากๆๆๆ ชอบมากเลย
ถ้าเยอะก่านี้ก้จะดีกว่านี้

#10 By (124.120.134.105) on 2010-08-04 18:40

#9 By (125.27.171.182) on 2010-08-03 14:24

embarrassed sad smile open-mounthed smile open-mounthed smile tongue embarrassed sad smile confused smile surprised smile surprised smile wink

#8 By (125.27.171.182) on 2010-08-03 14:15

สวย sad smile sad smile embarrassed

#7 By ดรีม (125.27.171.182) on 2010-08-03 14:13

เนื้อหาสาระแน่นมากรูปก็สวยดี

#6 By ริทนี่ (118.175.133.188) on 2010-07-10 11:22

#5 By รูปสวยม้ากมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ (118.175.133.188) on 2010-07-10 11:18

ทวีปนี้เป็นศูนย์รวมจริงๆ
มีทั้งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
และยังมีอะไรที่มันน่าทึ่งมากมาย

#4 By ฝ้าย (222.123.176.148) on 2009-11-15 16:12

ตรวจแล้วค่ะ
ผ่านค่ะ

#3 By ครูกุลวัชร์ (118.174.21.116) on 2009-11-14 18:20

เนื้อดีน่ะ ทำให้ไปเที่ยวอีกเป็นกอง
question big smile

#2 By leafless on 2009-10-26 10:35

อืม ก้เนื้อหาได้อ่ะ
อ่านง่ายดี

มันมีอยุ่อันนึงอ่ะที่ตัวอักษร
มันใหญ่กว่าเพิ่ลง่า

นอกหนั้นก็โอแล้วจ้ะ
^^

#1 By Vampire198 (114.128.73.185) on 2009-10-21 21:59